2007/Jun/16

กลุ่ม 5 ดนตรี BREAKBEAT
BREAKBEAT

อีกแนวดนตรีที่กลับไปหาความสนุกของดนตรีเต้นรำในอดีต โดยหยิบเอาช่วง Breakมาตีวนเข้าจังหวะ และไม่ใช้วิทยาการซับซ้อนแบบ Jungle เสริมเข้าไปด้วยอิทธิพลของ Techno Belgium ในต้นยุค 90
Classic Breakbeat : Adam Freeland, Beber & Tamara, Layo & Bushwacka, Mr C, Freq Nasty, Tsunami One
BIG BEAT
เสียงออกมาสมชื่อเพราะเป็น Beat ที่โครมครามแรงจัดจ้านโฉ่งฉ่างผสมพลังของ Rock และจังหวะโยกมันๆ จาก Funk ถึง House โดยไป Sample อะไรต่อมิอะไรมาใส่เต็มไปหมด ซึ่งเหมือน House ในยุคแรกๆ ดนตรีแนวนี้สร้างให้คนมวลรวมออกมาเต้น ปฏิเสธดนตรีเต้นรำประเภทศิลปะคิดมากโดยสิ้นเชิง
Classic Big Beat : Bentley Rhythm Ace, The Chemical Brothers, Fatboy Slim, The Wiseguys, Lo-Wiseguys, Lo-fidelity Allstars

TRIP HOP

หรือ Hip Hop ช้าๆ ที่มีการเต้น Rap น้อยมาก เติม Sample จากหนังนักสืบ/สงครามเย็น บวกอิทธิพลของเร็กเก้ Soul และ Jazz ดนตรีที่เหมาะกับการพี้ยานี้ เริ่มก่อตัวในต้นยุค 90 จากเมือง Bristol ตอนใต้ทาง England จับกลุ่มที่หลงใหลใน Beat แต่ถนัดการโยกหัวมากกว่าเต้นทั้งตัว จึงถูกขนานนามว่า Blunted เพราะเหมาะกับการถุนกัญชาขณะฟังเป็นอย่างมาก ดนตรี Trip Hop ขยายผู้ฟังในวงกว้าง เพราะเป็นเพลงที่ฟังสบายแม้ว่าเนื้อหาในงานเยี่ยมๆ ของ Tricky จะบีบคั้นมากนักก็ตาม ที่สำคัญ Trip Hop เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของ Chill-Out
Classic Trip Hop : Tricky, DJ Shadow, Potishead, Massive Attack, Howie B, DJ Food, Morcheeba

CHILL-OUT

แรกเริ่มเดิมทีใช้เรียกดนตรีที่เอาไว้ผ่อนคลายหลังการใช้ยาอีในคลับ รวมไปถึงเพลงอุ่นเครื่องในบาร์ที่เกาะอิบิซ่า ที่มักเปิดเวลานักเที่ยวแห่ไปดูพระอาทิตย์ตก ต่อมาใช้กับเหตุการณ์แห่กลับไปบ้านเพื่อนหลังจากการเต้นสุดเหวี่ยง พอถึงบ้านก็จะเข้าไปค้นกองแผ่นเสียง และหาเพลงที่เข้าบรรยากาศช่วงก่อนเช้า
Chill-Out หมายถึง ความรู้สึกผ่านดนตรีมากกว่าลักษณะทางดนตรี เพราฉะนั้นศิลปินจึงหลากหลายตั้งแต่งานเก่าๆ ยุค 60-70 เรื่อยไปจนถึงศิลปินที่ทำแต่ Chill-Out จริงๆ ในยุคนี้อัลบั้มรวมเพลง Chill-Out กลายเป็นตัวทำเงินให้กับค่ายเทปเป็นอย่างมาก โดยใช้หลักการว่าเราควรจะพักผ่อนหลังจากทำงานเครียดจึงเปิดตลาดเพลงเต้นรำ (ที่ไม่เต้นเลย) ให้กับคนในวงกว้าง
ภาพลักษณ์ที่ออกมาเป็นพวกหนุ่มสาวในชุด Designer นั่งอยู่บนเฟอร์นิเจอร์สมัยใหม่ดีไซน์ล้ำยุคจาก Scandinavia พุ่งตรงจาก
Catalogue หรือไม่ก็บรรยากาศอบอวลรัญจวนใจบน Graphic สะอาดๆ เนี้ยบๆ สีจัดๆ เพลงเหล่านี้มักถูกเปิดตามร้านของตกแต่งบ้าน
Classic Chill-Out : Goldfrapp, Air, Zero 7, Bent, Lemon Jelly, Jose Padilla, Mandalay, Blue States, Kinobe และอาจจะรวมไปถึงงาน Folk Song ของ John Denver ของคุณน้าที่บ้านด้วยก็ได้


edit @ 2007/06/16 11:20:14

2007/Jun/16

กลุ่ม 4 ดนตรี JUNGLE
JUNGLE

ดนตรี Made in London แท้ๆ เกิดจากการแตกแขนงของดนตรี Happy Hardcore ที่การใช้ยากลายเป็นเรื่องรุนแรง และก้าวเข้าสู่ด้านมืด นักดนตรีเริ่มนำ Break Beat มาตีวน (Break Beat คือ ช่วงของเครื่องดนตรีเคาะที่มีในดนตรี Funk / Disco ซึ่งถูกใช้อย่างหนักกับดนตรี Hip Hop) แต่พวกเขาไม่เอา Break Beat มาใช้ง่ายๆ Break Beat เหล่านั้นถูกเอาเข้าเครื่องสับเป็นชิ้นๆ แล้วเรียงใหม่ โดยปฏิเสธทำนองและความกลมกลืน ใช้จังหวะเป็นทำนองแทน
จากนั้นก็ถูกบรรดา MC บ่นพร่ำพรูเสียงตามสไตล์เร็กเก้ดิบๆ (ที่เรียกว่าเร็กก้า) ลงไป จังหวะของมันเร็วประมาณ 50-160 Beat/นาทีและทำให้คนดำหันมาสนใจ Sound นี้ แทนที่จะชอบแต่ Hip Hop Jungle จึงเป็นวัฒนธรรมดนตรีเดียวที่ไม่บ่งบอกผิวสี เพราะผิวดำกับขาวรวมตัวกันกลมกลืน แบบคำว่า Jungle Fever (การแต่งงานของคนต่างสีผิว) ดนตรี Jungle จะดิบกร้าน แรง และอยู่ใต้ดิน
Classic Jungle : Original Unknown, DJ Hype, Hyper-On-Experience, Renegade, Shy FX, 2 Bad Mice

DRUM N BASS

Jungle กับ Drum NBassไม่เหมือนกัน Drum NBass จะเป็น Sound ของ Jungle ที่ถูกขัดสีฉวีวรรณ ขนัดความดิบกร้านให้มาอยู่บนดินมากขึ้น มีการเติมเสียงเครื่องสายลงไป เพื่อสร้างทำนอง แทนที่จะใช้ Break Beat อย่างเดียว ผลลัพธ์จะเป็น Sound ที่ได้อารมณ์ไหลลื่น เหมือนลอยไปนอกโลก ความรู้สึกของการ มีชีวิต มากขึ้น ปราศจากการบ่นคำหยาบของ MC เนื้อเพลงมองโลกในแง่ดี จนกระทั่งถึงขนาดเติมเครื่องเป่าลงไป จนเกือบเหมือนดนตรี Jazz Funk ในยุค 70 ซึ่งขยายคนฟังขึ้นมาก จนบางครั้งถูกตราหน้าว่าเป็น
Intelligent Drum N Bass มี Jazz Step หรือ AmbientJungle
Classic Drum n Bass :
LTJ Bukem, E-Z Rollers, Goldie, 4 Hero, Omni Trio, Boymerang, A Guy Called Geraid, Jacobs Optical Staairway, Photek, Alex Reece
ดนตรีแนว
Jungle ยังมีสาขาปลีกย่อยอีกมากมาย อย่าง Tech Step ที่มีการเติมจังหวะ และสไตล์กลองแบบ Techno เข้าไป ไม่ใช่ Techno จาก Detroit หากเป็น Techno ของ Belgium อย่าง T-99 มากกว่า ขยายมาจนถึง Jump-up ที่เสียง Beat จะกระตุกจนคุณแทบอยากกระโดด Two-Step ได้ชื่อมาเพราะจังหวะ Click กลองลงที่ 2 กับ 4 (เลขคู่) ส่วน Darkcore คือ การกลายพันธุ์ตรงมาจาก Techno และรับอิทธิพลของยาเสพติดสร้างบรรยากาศที่หนักแน่น ปั่นป่วนและลึกลับขึ้น (งานของ ED Rush) และ Jazz Jungle ที่มีการใช้เครื่องดนตรี Jazz จริงๆ มาทำเพลง เด่นมากๆ กับงานของ Roni Size / Reprazent, Peshay และศิลปิน Jazz อย่าง Courtney Pine


edit @ 2007/06/16 10:06:43
edit @ 2007/06/16 11:04:55

2007/Jun/16

กลุ่ม 3 ดนตรี TECHNO
TECHNO

ในขณะที่ House เป็นดนตรีที่ลื่นไหลเนี้ยบสวยงาม ดนตรี Techno จะรุนแรงและดุดันกว่า Techno ถูกออกแบบมาให้กลุ่มเล็กๆ โดยเฉพาะ นี่คือดนตรี Electronic อย่างแท้จริง Sound จะออกเป็นเครื่องจักร ดิบและกระด้างมากกว่า เสียงประกอบยังขโมยมาจากเสียงจักรกลรอบตัว ตั้งแต่เสียง Siren จนถึงคำพูดจากในภาพยนตร์ ความเร็วของ Beat จะเร็วกว่า House ปกติที่ 126-130 ซึ่งเวลาแตกแขนงแนวออกไป จะมี Beat ที่เริ่มจากศูนย์จนไปถึง 140 ของ Trance และ 220 หรือมากกว่าในดนตรี Hardcore Techno เริ่มจากการเป็นดนตรีใต้ดิน แต่ไปเกิดใน England และขยายวงกว้าง
Classic Techno : Aphex Twin, Dave Clarke, Darren Price, Silent Phase, Kenny Larkin, Plastikman, B-12

DETROIT TECHNO

ต้นแบบของ Techno มาจากเมือง Detroit เมืองแห่งอุตสาหกรรมทางตอนเหนืออันหนาวเหน็บไร้ชีวิตชีวาของ America Detroit ให้กำเนิดดนตรี P-Funk และเป็นบ้านของค่าย Mo-Town มาก่อน Techno เกิดจากการเอาส่วนย่อยของ Funk มารวมกับดนตรีสังเคราะห์จากยุโรป (บรรดาวงอย่าง Kraftwerk, Depeche Mode, Cabaret Volaire) โดยเน้นที่การสร้างจังหวะเท่า ไม่มีชีวิต แต่ให้ความรู้สึกที่หยาบและรุนแรง สมชื่อ
Classic Detroit Techno : Juan Atkins, Derrick May, Kevin Saunderson, Rhythm Is Rhythm, Model 500, Drexciya, Jeff mills, Stacey Pullen

HAPPY HARDCORE

Techno ที่แรงขึ้นไปอีก ฟังดูวุ่นวายพลุกพล่าน อึกทึก โวยวาย เหมือนเป็นการเต้นรำของคนบ้าภายใต้ Beat ที่เร็วถึง 180-190 /นาที เสียงซินธ์กับ Piano จะเร็ว เสียงร้องก็ถูกปรับจนเร็วเหมือนตัวซิพมังค์ เหมาะกับเด็กวัยรุ่นเมายาจนไม่รู้สึกตัว เนื้อหาจะวนเวียนกับเรื่องของยา Sex ความสุข เจียนบ้า ดังมากใน Scotland และถูกมองว่าไม่มีคุณค่าทางดนตรี
Classic Happy Hardcore : Hixxy & Sharkey, Slipmatt, Force & Styles, DJ Eruption

GABBA

แรงขึ้นไปกว่า Happy Hardcore จนเกือบจะเข้าสู่โลกของ Darkcore ซึ่งจะขยายตัวเป็น Jungle ต่อมา ดนตรี Gabba (มาจากภาษา Dutch แปลว่า เพื่อน) จังหวะจะเร่งแรงขึ้นเป็น 200-400 Beat /นาที เกิดมาจากงาน Ref ใน Rottherdam ที่ Netherlands และข้ามมาถล่มที่ Scotland ด้วย เนื้อร้องจะว่าด้วยความรุนแรงมากขึ้นแต่หนีไม่พ้นยา Sex และสงคราม
Classic Gabba : Technohead, PCP, GTO, Ultraviloence, The Horrorists, Rotterdam Terror Corps

TRANCE

แนวดนตรีเต้นรำที่ประสบความสำเร็จในวงกว้างที่สุด เสียงจะลอยล่องชวนฝัน เหมือนจะดึงคนฟังกับนักเต้นให้อยู่ในภวังค์ตามชื่อ จังหวะจะตีวนไปวนมา และค่อยๆ ก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ พอถึงจุดสุดยอด ก็จะอัดลงมากระแทกกระทั้น ซึ่งสมบูรณ์แบบมากสำหรับการเต้นรำ เพราะพอถึงจุด Climax นักเต้นจะกระโดดขึ้น และชูมือเหนือหัวพร้อมๆ กัน เริ่มต้นมาจากใน Germany ช่วงต้นยุค 90 ผ่านเสียงแรงๆ จาก Belgium จนมาเกิดใหม่ในอังกฤษช่วงปลายทศวรรษ เมื่อมีการเติมจังหวะ Break Beat เข้าไป (จนเรียกกลางๆ ว่า Progressive Trance) และแต่งให้ Pop ขึ้น Trance เป็นดนตรีที่เล่นกันตาม Club ใน England มากที่สุด
Classic Trance : Joey Beltram, CJ Bolland, Jam & Spoon, Paul Oakenfold, Danny Rampling, Sasha & Digweed, Judge Jules, Paul Van Dyk, Seb Fontaine, Tony De Vit

GOA TRANCE

ได้ชื่อมาจากแคว้นหนึ่งตามชายฝั่งทางใต้ของ India ซึ่งเป็นสวรรค์เสพยาของบรรดาผู้แสวงหามาหลายปี ดนตรีเป็นTrance แต่ว่ายาที่ใช้หลอนประสาทกว่า (LSD) ยิ่งได้ผสมผสาน Goa กลิ่นกำยานและวัฒนธรรมของ India อย่างส่าหรี/ชิทาร์เข้าไปอีก ความมึนเมาก็ทวีคูณขึ้นเป็นสิบเท่า ดนตรีแนวนี้แทบไม่ปรากฏในวิทยุ แต่ดังใน Club กระนั้นก็ถูกมองว่าเป็นดนตรีของ Hippy ยุค Digital แทน
Classic Goa : Eat Static, Man With No Name, Dragonfly (ตราแผ่นเสียง), Return To The Source

IDM

ย่อมาจาก Intelligent Dance Music พัฒนามาจาก England เป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะตราแผ่นเสียงอย่าง Warp ที่ทำดนตรี Techno ที่เหมาะกับการนั่งฟังพินิจพิจารณา มากกว่าออกไปเต้น เพราะไม่มีจังหวะช่วงเร่งเร้าอารมณ์นัก ตัวดนตรีจะซับซ้อนและเต็มไปด้วยรายละเอียดมากกว่าจนเป็นที่โปรดปรานของนักวิจารณ์
ในยุคแรกๆ เพลงเหล่านี้บรรจุไว้ในห้อง Chill-Out สำหรับลดดีกรีของยาอี ดนตรีจะพัฒนาและมีการลองผิดลองถูกอยู่ตลอดเวลา แม้แต่ในปัจจุบันที่ยังคงมีรูปแบบใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างแนวลิทช์ หรือ Clicks N Cuts ที่เกิดขึ้นจากการใช้ Computer สมัยใหม่เข้าช่วยสร้างเสียงของการตัดแปะที่ปราศจากรูปแบบที่เป็นแบบแผนอย่างมีระเบียบ งานเหล่านี้ได้รับความนิยมใน Germany และซานฟรานซิสโก ซึ่งจะมีผลงานออกมาอยู่ทุกสัปดาห์ ทั้งในรูปของ Single 7 นิ้ว และอัลบั้มเต็มๆ
Classic IDM : Pole, Kid606. V/VM, Boards Of Canada, Autechre, Aphex Twin, Black Dog และตราแผ่นเสียงอย่าง Skam, Violent Turd, Mille Plateaux, Force Inc, Rephlex และ Fat Cat

สาขาปลีกย่อยของ
Techno ยังมีกลุ่ม Stadium Techno ที่สามารถเล่นสดได้ และนิยมทำผลงานเป็นอัลบั้ม อย่าง Future Sound Of London, The Prodigy, Orbital และ Underworld ซึ่งบางทีถูกเรียกรวมๆ ว่า Electronics


edit @ 2007/06/16 10:04:30
edit @ 2007/06/16 11:05:16